ประโยชน์ของผลไม้เยอะแยะมากมายเลยนะค่ะการกินผลไม้ให้ได้ประโยชน์นั้น คือ ควรกินในเวลาท้องว่างจึงจะดี ผลไม้เป็นอาหารที่ย่อยง่ายที่สุด อยู่ในกระเพาะชั่วเวลาสั้น ๆ เพียง 30 นาที ดังนั้นการกินผลไม้ให้ได้ประโยชน์ ประหยัดพลังงาน และช่วยล้างพิษ (toxin) จึงเป็นการกินในขณะท้องว่าง หากกินพร้อมหรือหลังอาหารอื่นทันที ผลไม้จะถูกกักอยู่กับอาหารอื่น ๆ ที่กระเพาะเมื่อต้องรอนาน น้ำตาลและแป้งในผลไม้ที่ผสมปนเปกับอาหารอื่น ๆ อาจเกิดบูดเสีย ขึ้นในกระเพาะ ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนไม่สบายได้ แต่เราจะแยกผลไม้แต่ละชนิดให้ได้รับทราบกันทั่วๆกันนะค่ะ
*ทุเรียน-Durian กลิ่นฉุนหอมของเค้าไม่ต้องบอกกันเลยนะค่ะ เป็นที่นิยมกันมากเลยค่ะในประเทศไทยพบทุเรียนอยู่ 5 ชนิด มิใช่ว่าจะมีแต่เพียงเนื้อนุ่ม รสชาติอร่อยเพียงอย่างเดียว คุณค่าอย่าง อื่นของทุเรียนก็มีด้วยไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร ไขมัน โปรตีน น้ำ เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซิน วิตามินซีแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เนื้อทุเรียน - รสหวานร้อน ทำให้เกิดความร้อน แก้โรคผิวหนัง ทำให้ฝี-หนอง แห้ง เนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ขับพยาธิ เปลือกหนามทุเรียน - รสเฝื่อน นำมาสับแช่ในน้ำปูนใสใช้ชะล้างแผลที่เกิดจากน้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง หรือนำมาเผาทำถ่าน บดจนเป็นผง คลุกในน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ลดความบวมพองจากคางทูม และเผาเอาควันไล่ยุงและแมลง ใบทุเรียน – รสเย็นและเฝื่อน ใช้ต้มน้ำอาบแก้ไข้ แก้ดีซ่านและเป็นส่วนผสมในยาขับพยาธิ รากจากต้นทุเรียน – ตัดเป็นข้อ ๆ ต้มให้เดือด ดื่มบรรเทาอาการไข้และรักษาอาการท้องร่วง (นอก จากนั้นทุเรียนยังเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงทั้งยังอุดมไปด้วยกำมะถันและคอเลส เตอรอล ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพราะหากกินเข้าไประดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อย่างรวดเร็วยังทำให้ร้อนในและรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว)
*มังคุด-Mangosteen ผลไม้ไทยที่ขึ้นชื่อลือชาด้านความอร่อย จนผู้คนให้สมญานามว่า “ราชินีผลไม้ไทย” ก็เป็นหนึ่งในผลไม้ไทยที่นอกเหนือจากความอร่อยแล้ว ยังอุดมด้วยสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่นับไม่ถ้วน ไล่ตั้งแต่ น้ำตาล กรดอินทรีย์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และ เหล็ก ที่มีคุณค่าในการป้องกันและรักษาสุขภาพด้วย สารสกัดมังคุด มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุอาการท้องเสีย สารที่พบมากที่เปลือกคือ tannin มีฤทธิ์ฝาดสมาน จึงช่วยแก้อาการท้องเสีย นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุการเกิดหนอง และยังรักษาแผลได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดเปลือกมังคุดสามารถออกฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดรอยแผลเป็นของสิวอักเสบสูงถึงร้อยละ 77.8% แสดงให้เห็นว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุดสามารถนำมาพัฒนาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ในการป้องกันและ รักษาสิวอักเสบได้ ด้วยค่ะ
**มะม่วง-Mango ผล สุกมีรสชาติหอมหวาน ผลดิบมีรสเปรี้ยวจับใจนิยมทานกับน้ำปลาหวานสุดยอดของความอร่อย ผลมะม่วงแก่ดิบจะให้พลังงานต่อร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เบต้า – แคโรทีน วิตามินบี1 วิตามินบี2 ไนอาซิน วิตามินซี ไฟเบอร์ ช่วยในการย่อยอาหาร และเผาผลาญพลังงาน ผลสดแก่ รับประทานแก้คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียน กระหายน้ำนอกจากนั้น กรดอะมิโนทริปโตเแฟน ช่วยให้ร่างการหลั่งฮอร์โมน
โนเซโรโทนิน ทำให้ผ่อนคลาย และหลับสบายอีกด้วย นะจ๊ะ
*ฝรั่ง-Guava ฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีถึง 160 มิลลิกรัม และวิตามินอื่นอีกอย่างละเล็กน้อย เช่น วิตามินเอ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2ฝรั่งมีวิตามินมากกว่าส้มเขียวหวานถึง 9 เท่า นอกจากผลแล้วใบฝรั่งเองก็มีประโยชน์ มีคุณค่าเป็นยาสมุนไพรด้วย นั่นคือ ใช้แก้อาการท้องเสียหรือนำมาเคี้ยวดับกลิ่นปาก วิตามินซีเป็นสารอาหารตัวหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากว่าช่วยป้องกันมะเร็ง ได้ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคมากขึ้นจึงสามารถป้องกันการเป็นไข้หวัดได้ หรือช่วยสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันทำให้แผลหายเร็ว นอกเหนือจากการช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันด้วยนะจ๊ะ
*เเอ๊ปเปิ้ล-Apple มีจุดเด่นที่ดีต่อสุขภาพคือมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์มากที่สุด และยังมีอิลาสตินและคอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิวด้วยแอ๊ปเปิ้ลมีสารสำคัญคือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ คือเพคติน มีกรด 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริก ช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงสรรพคุณ บำรุงหัวใจ ลดคลอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และฆ่าเชื้อไวรัส แอ๊ปเปิ้ลยังช่วยควบ คุมน้ำหนัก เพราะมีแป้งและน้ำตาลถึง 75% ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลา ไม่เกิน 10 นาที ดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลง ทั้งทำให้ไม่รู้สึกหงุดหงิดและอ่อนเพลียระหว่างรอเวลาอาหารมื้อใหญ่ แต่แอปเปิ้ลผลสดๆ เท่านั้นที่มีสรรพคุณนี้ การดื่มน้ำแอปเปิ้ลไม่ทำให้หายหิว แต่จะทำให้น้ำหนักเพิ่มด้วย กินแอ๊ปเปิ้ลวันละ 2-3 ผลช่วยลดปริมาณคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือด แต่จะได้ผลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แอ๊ปเปิ้ลลดคลอเลสเตอรอลในผู้หญิงได้ดีกว่าผู้ชายค่ะ

*กล้วย-Banana มาแล้วจ้ากับเรื่องกล้วยๆ เส้นใยและกากอาหาร ของ กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย และป้องกันโรคต่างๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรคเลย อย่างเช่น โรคท้องผูก โรคความดันโลหิตสูง โรคโลหิตจาง โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยอุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และ กลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที กล้วยสุกเมื่อรับประทานแล้ว ก็จะลื่นลงกระเพาะได้ง่าย และย่อยง่าย ด้วยเหตุที่กล้วยลื่นลงกระเพาะได้ง่าย ทำให้บางคนไม่ค่อยเคี้ยวกล้วยซึ่งเป็นวิธีการที่ผิด การรับประทานกล้วยจำเป็นต้องเคี้ยวให้ละเอียด เพราะกล้วยมีแป้งร้อยละ ๒๐ – ๒๕ ของเนื้อกล้วย ถ้าเคี้ยวไม่ละเอียด น้ำย่อยในกระเพาะต้องทำงานหนัก หากย่อยไม่ทันกล้วยจะอืดในกระเพาะ เนื่องจากกล้วยมีคุณค่าทางอาหารสูงพอๆ กับมันฝรั่ง แต่มีปริมาณไขมัน คอเลสเตอรอล และเกลือแร่ต่ำ กล้วยมีโซเดียมเพียงเล็กน้อยแต่มีโพแทสเซียมสูง การมีโพแทสเซียมสูงนี้จะช่วยลดความดันโลหิตลงได้ ในประเทศอินเดียมีความเชื่อว่า หากรับประทานกล้วย ๒ ผลต่อวัน จะสามารถลดความดันโลหิตได้ถึงร้อยละ ๑๐ ภายในระยะเวลา ๑ สัปดาห์ กล้วยยังเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร และท้องเสียบ่อย เพราะสามารถช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ กล้วยเมื่อยังดิบจะมีแป้งมาก แต่เมื่อสุกแป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ดังนั้นหากท้องเดิน การกินกล้วยดิบจะช่วยทำให้อาการท้องเดินหยุดได้ และเมื่อเป็นโรคกระเพาะ ให้กินกล้วยที่สุกแล้ว สำหรับกล้วยที่ทำให้สุกด้วยความร้อน วิตามินจะลดลงอีกด้วย อร่อยแถมมีประโยนช์ แต่ถ้าเป็นผลดิบแถวอีสาน เค้านิยมเอามาตำรสชาติจะเหมือนกับส้มตำเลย ^^
*มะละกอ-Papaya ผล อุดม ไปด้วยวิตามินเอและสารเบต้าเคโรทีน วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ผม ฟัน เหงือก สารเบต้าแคโรทีนช่วยต้านโรคมะเร็ง ช่วยให้ผิวพรรณสดใสลบริ้วรอยสิวฝ้า ส่วนผลสุกและดิบมีวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัสและเหล็ก วิตามินซี ช่วยป้องกันและรักษาโรคหวัด โรคมะเร็ง โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟันและใต้ผิวหนัง ช่วยไม่ให้แก่ก่อนวัย แคลเซี่ยม ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน ฟอสฟอรัสช่วยสร้างกระดูกและฟัน เหง้าช่วยบารุงเลือดและป้องกันการเป็นโรคโลหิตจาง ผลสุกของมะละกอมีรส หวานอร่อย มีกลิ่นหอม ส่วนผลดิบนำไปประกอบอาหารทั้งที่ เป็น อาหารคาว อาหารหวาน และอาหารยอดนิยมได้แก่ส้มตำ อาหารคาวเช่นนำไปทำเป็นแกงส้ม แกงเผ็ด ผัดใส่ไข่ แกงเหลือง แกงอ่อม แกงป่า ดองเค็ม ต้มเค็ม ต้มหรือนึ่งเป็นผักจิ้มน้าพริกค่ะ
*มะขาม-Tamarind มะขาม มีลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นขรุขระ มีคุณประโยชน์มากมายเป็น ต้นไม้ธุรกิจ ส่วนเนื้อในฝักแก่ เนื้อในเมล็ด เปลือกต้นยังมีสรรพคุณทางยา ในเนื้อมะขามจะมีกรด Tartaric เป็นยาระบาย ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ช่วยขับเสมหะ แก้อาการกระหายน้ำ วิตามินซี ลดอาการเลือดออกตามไรฟัน นอกจากนี้มะขามยังมี เอ แคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก และฟันให้แข็งแรง มะขามยังมีธาตุเหล็ก ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ในเนื้อมะขามมีสารแอนทราควินิน (Antraquinone) ซึ่งช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ส่วนเนื้อในเม็ดมะขามสามารถกินเพื่อถ่าย พยาธิ คุณค่าทางอาหารของมะขาม เนื้อในของมะขามแก่ นำมาทำน้ำมะขามเปียก มีรสเปรี้ยวสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายอย่าง ยอดอ่อนของมะขามจะเป็นส่วนที่มีวิตามิน เอ สูงมาก สามารถนำมาประกอบอาหารได้เช่นกันค่ะ
* มะเฟือง-Star apple เรา คุยกัน เรื่องผลไม้บ้านเราดีกว่าค่ะ ก็มะเฟืองไง มีรสชาติไม่ต่างจาก ลูกพลัม สับปะรด มะนาว จาก3รสชาติ มารวมต้วกัน อุดมไปด้วย วิตามินA วิตามินB 1 วิตามินB 2 ไนอะซีน ฟอสฟอรัส เหล็ก และ แคลเซียม มะเฟืองหนึ่งผลนั้นสามารถที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นในผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับจ้า
*ชมพู่ – Rose apple ชมพู่จะมีน้ำตาล วิตามินเอสูง มีวิตามินซี มีแร่ธาตุ เช่น ฟอสฟอรัส มีคาร์โบไฮเดรต ใช้เป็นยาสมุนไพร ผลของชมพู่ มีสรรพคุณใช้เป็นยาชูกำลัง บำรุงหัวใจ และ ทำให้ชุ่มชื่น ใยของชมพู่ มีสรรพคุณใช้เป็นยาลดไข้ แก้ตาเจ็บ ส่วนเมล็ดชมพู่ ใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย และ แก้เบาหวาน ชมพู่เป็นไม้ผลที่มีคนนิยมปลูกมาก เพราะปลูกง่าย โตเร็ว มีรสชาติหวานกรอบ มีวิตามินซีสูง ชมพู่จัดเป็นไม้ผลเมืองร้อน ชมพู่มีสรรพคุณใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ เนื้อของผล ชมพู่ โดยนำเอาเนื้อของชมพู่มาทำเป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้เกิดความสดชื่น เพราะมีกลิ่นหอม โดยการเอาเนื้อชมพู่แห้งมาบด หรือรับประทานสดก็ได้ จะเกิดความสดชื่นขึ้นมาทันที สามาถนำมาบำรุงหัวใจได้ เพราะชมพู่มีกลิ่นหอมอ่อนๆของมันจ้า
*มะปราง -Maprag ผลสุกมีรสหวาน-หวานจืด มะปราง มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังมีคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เหล็ก ไนอะซิน วิตามินบี และวิตามินซี ผลดิบ มีกรดอินทรีย์และวิตามินซีสูงกว่าผลสุกนะจ๊ะ ประโยชน์ทางยา รากใช้เป็นยาถอนพิษไข้ และถอนพิษผิดสำแดง ใบ ตอพอกแก้ปวดศีรษะลูก มีรสเปรี้ยวอม หวาน แก้เสมหะ กัดเสมหะในคอ แก้เสลดทางวัว แก้น้ำลายเหนียว และฟอกโลหิตค่ะ ขอขอบคุณภาพจากเวปไซต์thaihealth.in.thด้วยค่ะ
*แบล็กเบอร์รี่ -Black Berry เป็นผลไม้ที่มีรูปร่างแปลกตา แต่ว่าประโยชน์ของเบอร์รี่มีมากมาย รสชาติมีทั้งเปรี้ยวและหวาน เป็นผลไม้ป่าประเภทที่กินได้ เป็นไม้ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในป่า ตามเนินเขา ตามแนวพุ่มไม้ ประโยชน์ต่อร่างกายสูงที่รวมทั้งเส้นใยอาหาร แมงกานีส วิตามิน-K วิตามินB เกลือแร่ และวิตามินC แบล็กเบอร์รี่สดเป็นแหล่งที่มีกรดฟีโนริก และโฟเลตสูงสุด ช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนได้ทำให้ผิวหนังเราไม่เหี่ยวย่นก่อนวัย สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ และโรคหัวใจเป็นต้น
* ลิ้นจี่ -Lychee เรามาคุยกันเรื่องของนอกบ้าง อย่าง ลิ้นจี่ ต้นกำเนิดของผลไม้ชนิดนี้มาจากประเทศจีน มาแพร่หลายในประเทศไทยเมื่อสมัยที่พ่อค้าจีน เข้ามาค้าขายในประเทศไทย ลิ้นจี้จะนิยมปลูกกันมากในภาคเหนือนะจ้ะ ลิ้นจี่เป็น ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน B 1 ในลิ้นจี่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินB2 โพแทสเซียม และ มีวิตามินC สูงมาก แคลเซียมเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีไนอะซีน ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลและไขมันให้เป็นพลังงานช่วยระบบย่อยอาหาร กินเป็นยาบำรุง รักษาอาการท้องเดิน ช่วยบำรุงหลอดเลือด สรรพคุณเหมือนยาเลยน่าทึ่งจริงๆค่ะ
* เชอรี่ -Cherry เป็น ผลไม้มีหลากหลายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดมาจากป่าในประเทศอังกฤษ สกอตแลนด์ เติบโตได้ดีในสภาพอากาศหนาวเย็น มีประโยชน์ต่อผิวพรรณและสุขภาพอย่างมาก เชอรี่ถือว่าเป็น ผลไม้ที่มีวิตามินสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ต่างๆ วิตามินCสูงกว่าส้มประมาณ 30-80 เท่า เชอร์รี่ที่มีวิตามินCสูงที่สุด คือเชอร์รี่กึ่งสุกกึ่งดิบ (สังเกตที่มีสีเขียวปนส้ม) วิตามินซี ต้านอนุมูลอิสระ และต้านมะเร็ง โรคเลือดออกตามไรฟัน ชะลอความแก่ ดูแลความงามผิวพรรณ รวมทั้งโรคภูมิแพ้โดยยับยั้งสารที่เรียกว่า ฮีสตามีน อีกด้วย (ขอขอบคุณ ภาพจากเวปไซต์ med.nu.ac.th ด้วยค่ะ)


Bangkok Time



